หูฟังมีสาย เทรนด์สุขภาพที่วนกลับมาอีกครั้ง ดีกว่าหูฟังไร้สายจริงไหม?
VOGUE WELLNESS | หูฟังมีสาย เทรนด์เก่าที่วนกลับมาอีกครั้ง และดีต่อสุขภาพกว่าที่คิด
magicaldefinition.com – หูฟังมีสาย, ในโลกของแก็ดเจ็ตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หนึ่งในอุปกรณ์ที่อยู่คู่ชีวิตประจำวันของผู้คนแทบทุกยุคทุกสมัย คงหนีไม่พ้น “หูฟัง” จากอดีตที่เริ่มต้นด้วยหูฟังมีสายยาวรุงรัง สู่ยุคของหูฟังไร้สายแบบบลูทูธที่เน้นความสะดวกสบายและความคล่องตัวสูงสุด หูฟังได้กลายเป็นไอเท็มชิ้นเล็กที่สะท้อนทั้งไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยี และตัวตนของผู้ใช้งาน
แต่ท่ามกลางความล้ำสมัยของหูฟังไร้สาย เทรนด์หนึ่งที่น่าสนใจกลับวนกลับมาอีกครั้ง นั่นคือ “หูฟังมีสาย” ซึ่งไม่ได้กลับมาเพียงในฐานะแฟชั่นไอเท็มเท่านั้น หากยังถูกพูดถึงในมุมของสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ
หูฟัง จากเทคโนโลยีสู่สไตล์ชีวิต
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา หูฟังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากอุปกรณ์เสริมสำหรับฟังเพลง กลายเป็นเครื่องมือสื่อสาร ทำงาน และพักผ่อนในเวลาเดียวกัน หูฟังไร้สายถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนเมืองที่ต้องการความคล่องตัว ไม่ต้องกังวลเรื่องสายพันกัน หรือการเคลื่อนไหวที่ถูกจำกัด
อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายที่มากขึ้น ก็มาพร้อมคำถามด้านสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องการใช้งานใกล้ศีรษะเป็นเวลานาน และการเชื่อมต่อผ่านสัญญาณบลูทูธที่หลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัย
การกลับมาของหูฟังมีสายในโลกแฟชั่น
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในแวดวงแฟชั่นฝั่งตะวันตก เราเริ่มเห็นภาพของเหล่าเซเลบริตี้และแฟชั่นไอคอน หยิบ กลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง ภาพสตรีตสไตล์ของ Bella Hadid ที่สวมใส่หูฟังมีสาย กลายเป็นภาพจำที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง
จากของใช้ธรรมดา สู่ไอคอนแฟชั่น
หูฟังมีสายที่เคยถูกมองว่าเชย กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเรียบง่ายและความย้อนยุค (Retro) ที่เข้ากับเทรนด์แฟชั่นร่วมสมัย หลายคนเริ่มค้นหาหูฟังรุ่นเก่าที่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก นำกลับมาใช้งานอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพื่อสไตล์ แต่ยังเพื่อความรู้สึกเชื่อมโยงกับยุคที่เทคโนโลยียังไม่เร่งรีบเหมือนปัจจุบัน
มุมมองด้านสุขภาพ: หูฟังมีสายดีกว่าจริงหรือ?
นอกจากเรื่องแฟชั่น ประเด็นด้านสุขภาพคืออีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้หูฟังมีสายถูกพูดถึงมากขึ้น บทความและงานเขียนด้านสุขภาพหลายชิ้นเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนจากหูฟังไร้สายมาใช้หูฟังมีสาย อาจช่วยลดความเสี่ยงบางประการได้
ลดการสัมผัสคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
หนึ่งในข้อดีที่ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุด คือ หูฟังมีสายไม่ต้องพึ่งพาสัญญาณบลูทูธ จึงไม่มีการปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (RF) ใกล้บริเวณศีรษะโดยตรง ซึ่งในเชิงทฤษฎี อาจช่วยลดความเสี่ยงจากการรบกวนของคลื่นความถี่ที่อาจส่งผลต่อการทำงานของสมองในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ประเด็นนี้ยังอยู่ในระดับของการตั้งสมมติฐานเท่านั้น ปัจจุบันทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) และสถาบันวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (IARC) ยังคงศึกษาผลกระทบของรังสี RF อย่างต่อเนื่อง และจากการประเมินครั้งใหญ่ในปี 2024 ก็ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนที่เชื่อมโยงการใช้งานอุปกรณ์ที่ใช้คลื่นใกล้เคียงกับบลูทูธ กับการเกิดมะเร็งสมอง
หูฟังมีสายกับพฤติกรรมการใช้งานที่สมดุลกว่า
บังคับให้เราพักโดยไม่รู้ตัว
ข้อดีที่เห็นได้ชัดและแทบไม่ต้องพึ่งงานวิจัยใดๆ คือ หูฟังมีสายมักทำให้ผู้ใช้งาน “พักการฟัง” บ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะสายพันกัน ต้องถอดออก หรือรู้สึกไม่สะดวกเท่าหูฟังไร้สาย สิ่งเหล่านี้กลายเป็นกลไกเล็กๆ ที่ช่วยให้เราไม่ใช้งานหูฟังต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินไป
การพักหูเป็นระยะ ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพการได้ยิน เพราะการฟังเสียงดังหรือฟังต่อเนื่องนานเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินในระยะยาว
สรุป: เทรนด์ที่มากกว่าแค่ความเก๋า
การกลับมาของหูฟังมีสาย ไม่ได้เป็นเพียงกระแสแฟชั่นที่วนกลับมาตามยุคสมัยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการตั้งคำถามต่อเทคโนโลยี และความใส่ใจต่อสุขภาพที่มากขึ้นของผู้คนในปัจจุบัน
แม้หูฟังไร้สายจะยังคงปลอดภัยตามมาตรฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่หูฟังมีสายก็เสนอทางเลือกที่เรียบง่าย ลดสิ่งรบกวน และช่วยให้ผู้ใช้งานใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติมากขึ้น บางที การย้อนกลับไปหาอุปกรณ์ที่ดูธรรมดา อาจเป็นคำตอบของการใช้ชีวิตที่สมดุลกว่าในยุคดิจิทัลก็เป็นได้
แหล่งที่มา : vogue.co.th